WHEN I LISTEN TO YOUR SONG, I WANT TO CRY

 

ยี่สิบหกกุมภาพันธ์สองห้าห้าห้า

วันสุดท้ายของเดือนไม่มีตังค์เหลือแล้วเลยอยู่ติดบ้านไม่ออกไปไหนเลย  ระยะหลังมานี่ผมเสพติดการไปวิ่งออกกำัลงที่สวนสาธรณะประจำเมือง จริงๆก้ไม่สามารถจะเรียกได้ว่าเป็นการออกกำลังกายหรอก ผมก็แค่วิ่งเท่าที่อยากวิ่ง ฟังเพลงที่อยากฟัง พอเหนื่อยก็หยุดเดินดูผู้ดูคนฮัมเพลงเบาๆไปเรื่อยๆรอจนฟ้ามืด ก็กินน้ำผลไม้ที่ขายแถวนั้นแล้วขี่มอเตอร์ไซคล์กลับบ้านมาดูหนังเกาหลี (ถ้าไม่ไปเดินตลาดนัดที่มีเฉพาะสุดสัปดาห์

อาทิตย์นึงไปๆมาๆก็ได้วิ่งแค่สองวันหยุดเท่านั้นแหละ สนามกีฬาประจำอำเภอที่ผมทำงานมันมีบรรยากาศทึมเศร้าเกินไปยังกะอยุ่ในหนังวันเดอรืฟูลทาวน์ (ซึ่งจริงๆมันก็คือเมืองที่ใช้ถ่ายวันเดอร์ฟูล ทาวน์นั่นแหละ) ถ้าอยากออกเรี่ยวออกแรงผ่อนคลายผมเลือกไปทะเลใกล้ๆแถวนั้นมากกว่า แต่นี่มันก็ไม่เหมือนกันใช่ไหม

พอไปวิ่งบ่อยๆก็คิดไว้ในใจว่าต่อไปถ้าต้องเลือกเมืองไว้ลงหลักปักฐาน (อันที่จริงไม่น่าจะได้เลือกแล้วคงอยู่แถวๆนี้แล้วแหละ) ก็จะขอเลือกโดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีสวนสาธารณะนี่แหละ ชีวิตในสวนสาธารณะจ่ายน้อยกว่า ทั้งในประเด็นการไม่มีของให้ซื้อไปจนถึงการที่ไม่ต้องใช้ไฟใช้แอร์ แค่ไปนั่งเล่นเฉยๆ ไอ้การนั่งเล่นนี่มันดีจริงๆนะ นั่งเล่นดูพระอาทิตย์ค่อยๆคล้อยต่ำลง

วันนี้ฟังเพลงของMANICS ตอนวิ่ง อัลบั้มล่าสุด NATIONAL TREASURE  ที่เป็นอัลบั้มรวมซิงเกิ้ล ฟังแล้วจะร้องให้ ยิ่งฟังตอนเย็นๆยิ่งอยากร้องให้ ผมไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก ยิ่งไอ้ความสัมพันธ์แบบเพื่อนผู้ชายแมนๆต่อยกันแล้วตายแทนกันได้นี่เรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ไกลจากผมหลายล้านปีแสง ในชีวิตวัยรุ่นเงียบๆเรียบๆ ผมว่าMANICS กับผมอาจจะมีความสัมพันธ์คล้ายๆแบบนั้น ผมฟัง MANICS ครั้งแรกในอัลบั้มที่สองตอนม.5ชีวิตสับสนชิบหายแต่จำไม่ได้แล้วว่าสับสนอะไร ได้ไปเรียนกวดวิชาที่กรุงเทพ (ซึ่งผมก็โดดเรียนแล้วเดินจากอนุสาวรีย์ไปโรงหนังแมคเคนนาเพื่อจะดู FAREWELL TO MY CONCUBINE) เพื่อนใหม่คนหนึ่งเห็นผมฟังSOUL ASYLUM เลยบอกให้ฟังอัลบั้มของแมนิคส์ ซึ่งผมแค่เคยได้ยินจาการพูดถึงของการพูดถึงวาสนา วีระชาติพลี กับนิตยสร GTอีกที พอกลับมาูเก็ตผมก็เลยซื้อมาฟัง แล้วผมก็เป็นเพื่อนกับมนุษย์สี่คนนี้่แบบคิดเอาเอง

ตอนอัลบั้ม EVRYTHING MUST GOออก พ่อผมเสีย ผมอกหัก (อาจจะหลังจากนั้นหน่อย) อัลบั้มนี้เลยสำคัญมาก เพราะอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ออกมาหลังริชชี่หายไป  และผู้จัดการวงตายจากมะเร็ง เพลงENOLA/ALONE เลยเป็นเพลงที่ผมจะเลือกไว้ใช้ในงานศพตัวเอง(ถ้ามี)  แล้วผมก็โตไปพร้อมMANICS นั่นแหละ ตอนอัลบั้ม SEND AWAY THE TIGER ออกผมแทบร้องให้ เพราะผมรู้สึกเหมือนเพื่อนคนเดิมของผมเดินทางกลับมาจากดินแดนแสนไกล เอาเข้าจริงๆ ผมว่าสิ่งที่ผมเป็นอย่างน้อยสามสิบเปอร์เซนต์ MANICS แม่งตองรับผิดชอบ

การได้ไล่ฟังซิงเกิลของMANICS ตั้งแต่ยุคแรกจนถึงอัลบั้มล่าสุด POSTCARDS FROM YOUNG MAN เลยทำให้ผมอยากจะร้องให้ออกมา มันไม่ใช่การระลึกปวศ.ส่วนบุคคลอะไรหรอก แต่เพราะว่าพอผมฟังเนื้อเพลงพวกนั้นผมก็ยังรู้สึกกับมันเหมือนเดิมอยู่ รู้สึกถึงความเป็นANGRY YOUNG LOSER ในตัวเองที่ไม่เคยจากไป  ไอ้ความเป็นYOUNG MEN ในเพลง POSTCARD FROM YOUNG MEN จึงเป็นเรื่องของความโกรธไม่ใช่ความหนุ่มสาว

หลังๆผมก็รู้ว่าผมวิ่ง หรือทำอะไรเยอะๆก็เหนื่อยกว่าตอนวัยรุ่น แต่เวลาฟังเพลงพวกนี้ผมก็รู้สึกเลยว่า กูยังYOUNG   LOSER  อยู่ครับสัส ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกดีกับชีวิตตัวเองอย่างเศร้าๆขึ้นมาหน่อยนึงนั่นแหละ

READING IN THE BOOKSHOP

ยี่สิบห้ากุมภาพันธ์สองห้าห้าห้า

เป็นวันเสาร์ที่สงบสุขดี ออกจากบ้านหลังเที่ยง ดื่มกาแฟแล้วสนทนากับมิตรสหาย จากนั้นก็ไปทำในสิ่งที่ไม่ได้ทำมานานนั่นคือการยืนอ่านหนังสือในร้านหนังสือ ตอนเรียนมัธยม กิจกรรมในร้านหนังสือไม่ใช่การไปซื้อหนังสือแต่เป็นการไปยืนอ่านหนังสือ ตอนเรียนมัธยมผมอ่านหนังสือจบเป็นเล่มๆในร้านหนังสือเพราะไม่มีเงินจะซื้อหนังสือทุกเล่มที่ตัวเองอยากอ่าน ตอนนี้มีตังค์พอจะซื้อแล้วแต่กลับไม่ค่อยมีเวลาอ่าน เวลาเดินร้านหนังสือก็จะเดินผ่านๆดูแค่ปกหน้าปกหลังแล้ววาง ใช้เวลาในร้านหนังสือเหมือนลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวทั้งที่เมื่อก่อนจมอยู่กับมันเหมือนหมุ่ตุ๋นในกระทะทองเหลือง วันนี้อากาศเมืองภูเก็ตร้อนบ้าเลือด ฟ้าใสแดดสดราวกับใครไปป้ายสีฟ้าเอาไว้ผมออกจากร้านหนังสือของตัวเอง (หลังจากกินกาแฟแต่ไม่อ่านหนังสือ) แล้วไปร้านหนังสือประจำเมือง ร้านติดแอร์เย็นฉ่ำจนต้องเผลอยืนหน้าแอร์อยู่พักนึง ร้านหนังสือตอนบ่ายมีลูกค้ามากมาย บางคนมาหลบแดด บางคนก็มาอ่านเหมือนผม แดใสสดสาดส่องผ่านกระจกหน้า ร้านอากาศข้างในเย็นฉ่ำ ผมเสียบหูไผไอผอด

หยิบหนังสือมาพลิกดู ไปยืนอ่าน คิดถึงสีฟ้าเวลาหิว ของ Nawapol Thamrongrattanarit หูฟังเพลงของไผ่ พงศธร เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นๆเล็กๆกระชับๆ เต๋อเขียนหนังสือดี สั้นๆกระชับและมีอารมณ์ขัน ชอบบทสนทนาในเรื่องสั้นของเต๋อ ต๋อใช้ภาษาคนละจักรวาลกับผมที่ยืดยาวยุ่งยาก ของเต๋อเล่าสั้นๆได้ภาพคมชัดแบบกล้องHD เลย เรื่องสั้นของเต๋อไม่ยาวอ่านแป๊บเดียวจบถือเป็นการรียูเนี่ยนกับการยืนอ่านหนังสือที่ร้าน เห็นเรื่องสั้น Tone Tipayanon อยู่ถัดไป แต่เก็บไว้ก่อน ไว้มาอ่านเป็นขั้นแอดวานซ์ต่อไป ค่อยๆไต่ระดับกลับไปหาการยืนอ่านหนังสือในร้านหนังสือต่อไป ตอนนี้ไม่ค่อยมีตังค์ด้วย เดี๋ยวมีตังค์แล้วจะซื้อมาอ่านที่บ้านแต่จะไม่เลิกนิสัยอ่านหนังสือที่ร้านหนังสือแล้ว เพราะจริงๆมันเป็นกกิจกรมตุ๋นหมูทางความคิดที่ตัวเองเคยหลงไหลมากๆ

ออกจากร้านหนังสือขี่มอเตอรไซคลืไปซื้อโอเอ๋วสองถุงเอากับไปกินกับแม่ ร้านโอเอ๋วคนน้อย เพราะนักท่องเที่ยวแห่ไปกินร้านที่หัวมุมถนน เห็นมีแต่คนพื้นเมือง(เหมือนผม)มาซื้อ ป้าร้านหมี่หุ้นข้างถึงกับนั่งสัปหวก อาแปะไม่มาขายแล้วไม่ได้ถามเหมือนกันว่าทำ คราวนี้เจอลูกสาว(น่าจะนะ)แก แทน ไม่ทำทีละถุงแล้วด้วย ทำใถุงเอาไว้ ำแข็งก็ไสรอไว้แล้ว ก็ดีเหมือนกันไม่ต้องรอนาน กลับบ้านมากินโอเอ๋วกับแม่ อาบน้ำสดใหม่ แล้วเขียนบันทึก หวังว่าจะมีอารมณืเขียนไปเรื่อยๆ

 

scences : Umberto D. (Victorio de Sica)

Sweet Maesalong

walking in the cloud

 

Pang Ung , Maehongsorn

in the park

from mobile phone , park , phuket

The long day is over

 

Nathon , Koh Samui

the beautiful Chaos

 

a tree in Sapa , Vietnam

a church in hanoi

experimental video

บลอกที่ WordPress.com .
Theme: Esquire by Matthew Buchanan.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.